The Jaffa, a Luxury Collection Hotel
โดยทีม TopOfHotel
The Jaffa คือ การพักในโรงพยาบาลฝรั่งเศสยุค 1879 ที่ John Pawson แปลงโฉมเป็นโรงแรมหรู — มีบาร์ Chapel ในโบสถ์เก่า คอร์ตยาร์ดหินยุคครูเสด และห้องสวยกริบกลางเมืองเก่า Jaffa
The Jaffa คือ การพักในโรงพยาบาลฝรั่งเศสยุค 1879 ที่ John Pawson แปลงโฉมเป็นโรงแรมหรู — มีบาร์ Chapel ในโบสถ์เก่า คอร์ตยาร์ดหินยุคครูเสด และห้องสวยกริบกลางเมืองเก่า Jaffa
รีวิวเชิงลึก
ห้องพักและการบูรณะตึก
ลองนึกภาพโรงพยาบาลฝรั่งเศสเก่าแก่อายุเกือบ 150 ปี ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่า Jaffa — ตึกหินทรายสีน้ำผึ้งสวย ๆ ที่ผ่านยุคออตโตมัน อาณัติอังกฤษ มาจนถึงอิสราเอลยุคใหม่ ถูกสถาปนิกมินิมอลระดับตำนาน John Pawson (ชาวอังกฤษเจ้าของผลงาน Calvin Klein flagship และวัด Cistercian ใน Czech) จับมือกับ Ramy Gill สถาปนิกอิสราเอลใช้เวลานานกว่าทศวรรษค่อย ๆ บูรณะจนกลายเป็นโรงแรม 120 ห้อง เปิดให้บริการปี 2018 ภายใต้แบรนด์ Luxury Collection ของ Marriott จุดเด่นในห้องคือการที่ Pawson เลือกใช้พาเลทแบบ "warm minimalism" คือเรียบเก๋แต่ไม่หนาวเย็น ไม้โอ๊คโทนอ่อน ผ้า linen ขาวครีม กับจุดเน้นสีน้ำเงินสด รับกับซุ้มประตูหินทรายและเพดานโค้งของเดิมที่ยังคงไว้ ห้อง Superior กับ Deluxe อยู่ราว 28–35 ตร.ม. ไม่ใหญ่มากแต่เลย์เอาต์โปร่งดูดี ส่วนสวีตในปีกใหม่ที่ต่อเพิ่มจะกว้างกว่าและมีบัลโคนีบางห้อง รีวิวชมตรงกันว่าเตียงนุ่ม ผ้าปูคุณภาพดี และห้องน้ำหินอ่อนสีอ่อน ๆ ตกแต่งสวยมาก ใครชอบสไตล์ที่เป็นทั้งประวัติศาสตร์และโมเดิร์นในเวลาเดียวกัน ที่นี่ตอบโจทย์ที่สุด
บาร์ Chapel โบสถ์เก่า และคอร์ตยาร์ดยุคครูเสด
ถ้าจะมีจุดที่ทำให้ The Jaffa พิเศษกว่าโรงแรมหรูทั่วไปในเทลอาวีฟ ก็ต้องยกให้ บาร์ Chapel ที่เปิดให้บริการอยู่ในตัวโบสถ์ Catholic เก่าของโรงพยาบาล — เพดานโค้งสูง กระจกสีของเดิมยังอยู่ครบ แต่ Pawson เลือกวางโต๊ะ pool ผ้าสีแดงสดไว้ตรงกลางเป็นจุดเด่นที่ทำให้ทุกคนต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย เคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนยาว ๆ เสิร์ฟค็อกเทล signature ที่ผสานวัตถุดิบเลแวนต์อย่างน้ำทับทิม za'atar และ arak ค่ำวันพฤหัสถึงเสาร์คนเทลอาวีฟแห่กันมาเต็มจนต้องจองล่วงหน้า เดินออกจาก Chapel ไปอีกนิดจะเจอ คอร์ตยาร์ดหินกลาง ที่ระหว่างบูรณะขุดพบกำแพงและซากอาคารยุคครูเสด สถาปนิกตัดสินใจรักษาให้เห็นเป็นชั้น ๆ แล้วตั้งโต๊ะกินข้าวกลางแจ้งล้อมรอบไว้ บรรยากาศตอนค่ำเปิดไฟส้มอุ่น ๆ กับฟ้าเย็น ๆ ของเทลอาวีฟแล้วฟินมาก ห้องอาหารหลัก Sunbird ของเชฟ Roy Sofer ผสมอาหารอิสราเอลกับเอเชีย เช่น ปลา branzino ย่างกับซอสมิโซะ tahini หรือสเต๊กลายเสือพร้อมเซลซา hawaij รีวิวยกให้เป็นมื้อค่ำที่จดจำได้มื้อหนึ่งของทริป ส่วน สระว่ายน้ำกลางสนาม เป็นทรงสี่เหลี่ยมล้อมด้วยซุ้มหินทรายและต้นมะกอก — สถานที่นั่งจิบกาแฟยามเช้าหรืออาบแดดบ่าย ๆ ก็ฟินสุด เสริมด้วยฟิตเนสและสปาทรีตเมนต์ขนาดกะทัดรัดแต่จัดเต็มในชั้นล่าง
ทำเล Old Jaffa เดินสู่ตลาด ท่าเรือ และชายหาด
ทำเลคือไพ่อีกใบที่ทำให้ The Jaffa แตกต่างจากโรงแรมหรูริมหาดของเทลอาวีฟ ที่นี่ตั้งอยู่ในเมืองเก่า Jaffa หรือ "Yafo" ในภาษาฮีบรู — เมืองท่าโบราณกว่า 4,000 ปีที่ปัจจุบันกลายเป็นย่านศิลปะ คาเฟ่บูทีก และร้านดีไซเนอร์ของเทลอาวีฟ เดินออกจากล็อบบี้ราว 3 นาทีถึง ตลาด Flea Market (Shuk HaPishpeshim) ตลาดของเก่า/ของวินเทจที่กลางวันคึกคักเต็มไปด้วยร้านขายแอนทีค เครื่องประดับแฮนด์เมด และพรมเปอร์เซีย ส่วนกลางคืนแปลงร่างเป็นย่านบาร์-ร้านอาหารฮิป เดินต่ออีกราว 7 นาทีจะถึง ท่าเรือ Jaffa ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในท่าเรือเก่าแก่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีร้านอาหารทะเลและจุดถ่ายรูปวิวเทลอาวีฟ จากที่นี่เดินเลียบทะเลไปอีกราว 10–15 นาทีจะเข้าสู่ย่าน Neve Tzedek ย่านศิลปินสุดเก๋กับชายหาด Alma ของเทลอาวีฟ ใครอยากเข้าใจกลาง Tel Aviv ไปย่าน Rothschild Boulevard หรือตลาด Carmel Market ต้องนั่งแท็กซี่ราว 10–15 นาที (ไม่มีรถไฟใต้ดินใน Old Jaffa) ส่วนสนามบิน Ben Gurion อยู่ห่างราว 20 นาทีด้วยรถ สรุปคือถ้าอยากซึมซับบรรยากาศเมืองท่าโบราณ ช้อปตลาดของเก่า กินอาหารทะเลริมท่าเรือ และยังเข้าถึงความฮิปของเทลอาวีฟใหม่ได้ ทำเลนี้ลงตัวเหมือนเลือกมาแล้ว
ข้อที่อยากให้รู้ก่อนจอง
พูดกันตรง ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจ — เสียงติงที่เจอบ่อยที่สุดคือเรื่อง ราคา ที่เริ่มต้นราว ฿22,000/คืนและช่วง high season อาจทะลุ ฿48,000 หลายรีวิวรู้สึกว่าเทียบกับขนาดห้องเรตเริ่มต้น (28–35 ตร.ม.) แล้วจ่ายแพงไปนิดสำหรับมาตรฐานเทลอาวีฟ ถ้าอยากห้องกว้างจริง ๆ ต้องอัปเกรดเป็นสวีตซึ่งราคาก็พุ่งไปอีก ข้อต่อมาคือ การเดินทาง — Old Jaffa ไม่มีรถไฟใต้ดิน ต้องพึ่งแท็กซี่ Gett หรือ Sherut (รถตู้ร่วม) ทุกครั้งที่อยากออกไปย่านใจกลาง Tel Aviv ช่วง rush hour เช้า-เย็นรถติดได้ง่ายเพราะเป็นเมืองที่จราจรหนัก อีกข้อคือเรื่อง เสียง ห้องที่หันออกถนน Yehuda Hayamit หรือทางตลาด Flea Market อาจได้ยินเสียงคึกคัก โดยเฉพาะเช้าวันศุกร์ตลาดเริ่มขายตั้งแต่ 8 โมง ถ้าหลับยากแนะนำให้ขอห้องหันเข้าคอร์ตยาร์ดกลางไว้ก่อน นอกจากนี้ วัน Shabbat ของอิสราเอล (เย็นวันศุกร์ถึงเย็นวันเสาร์) ร้านอาหารและบางบริการในเมืองปิด แม้โรงแรมจะเปิดปกติแต่บริการบางอย่างอาจช้ากว่าปกติ บางรีวิวก็ติงว่าสปาในโรงแรมขนาดกะทัดรัดและไม่มีสระในร่ม ถ้าหวังว่าจะมาแช่ทรีตเมนต์เต็มวันแบบรีสอร์ตอาจไม่ตอบโจทย์
สรุปจากทีมเรา
จากที่ทีมเราไล่อ่านรีวิวจริงมาเป็นร้อยเสียง The Jaffa คือโรงแรมที่ขายเรื่องเล่าและสถาปัตยกรรมได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเทลอาวีฟ — ตึกโรงพยาบาลฝรั่งเศสยุค 1879 บูรณะโดยมือ John Pawson บาร์ Chapel ในโบสถ์เก่า คอร์ตยาร์ดหินยุคครูเสด และห้องอาหาร Sunbird ของเชฟ Roy Sofer ทำให้การพักที่นี่รู้สึกเหมือนได้พักในพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิต ทำเลเดินถึงตลาด Flea Market กับท่าเรือ Jaffa ได้สบาย และยังเชื่อมเข้าใจกลางเทลอาวีฟใหม่ได้ไม่ยาก ถ้าภาพทริปในหัวคุณคือตื่นมาจิบกาแฟในคอร์ตยาร์ดหิน เดินเล่นในตลาดของเก่ายามบ่าย แล้วปิดท้ายค่ำด้วยค็อกเทลในโบสถ์เก่า ที่นี่คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด แต่ถ้าคุณคาดหวังห้องใหญ่ ๆ จัดเต็มราคาคุ้ม รีสอร์ตติดทะเล หรือทำเลที่นั่งเมโทรไปไหนก็ได้ ลองพิจารณาตัวเลือกอื่นที่อยู่ในใจกลาง Tel Aviv โดยรวมเราให้ 9.1/10 เหมาะที่สุดสำหรับคู่รักและสายลักชัวรีที่ให้ค่ากับบรรยากาศประวัติศาสตร์และดีไซน์มากกว่าขนาดห้องและความคุ้มต่อตารางเมตร
คะแนนแยกหมวด
ประเมินโดยทีม editorial จากการตรวจสอบข้อมูลและรีวิวจริง
คำตัดสินจริงใจ — ข้อดี & ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง
- ตึกเก่าระดับมรดกยุค 1879 ที่ John Pawson สถาปนิกมินิมอลระดับโลกใช้เวลาบูรณะกว่าทศวรรษ — รายละเอียดของจริงตั้งแต่ซุ้มประตูหินจนถึงเพดานโค้งโบสถ์
- บาร์ Chapel ในตัวโบสถ์ Catholic เก่าที่ยังคงกระจกสีและเพดานสูง พร้อมโต๊ะ pool แดง ๆ ตรงกลาง — เป็นหนึ่งในซีนค็อกเทลที่คนเทลอาวีฟพูดถึงมากที่สุด
- ห้องอาหาร Sunbird ของเชฟ Roy Sofer ผสมอาหารอิสราเอลกับเอเชียได้ลงตัว รีวิวชมว่ามื้อค่ำที่นี่จดจำได้
- คอร์ตยาร์ดหินยุคครูเสดที่ขุดพบระหว่างบูรณะ — ใช้เป็นพื้นที่นั่งกินข้าว/จิบกาแฟกลางแจ้งบรรยากาศพิเศษมาก
- ทำเล Old Jaffa เดินถึงตลาด Flea Market (Shuk HaPishpeshim) ราว 3 นาที ท่าเรือ Jaffa 7 นาที และเดินเลียบทะเลไปย่าน Neve Tzedek กับชายหาด Alma ของ Tel Aviv ได้สบาย
- ราคาเริ่มต้นที่ ฿22,000/คืนถือว่าสูงมากสำหรับมาตรฐานเทลอาวีฟ และบางช่วง high season ทะลุ ฿48,000 — หลายรีวิวรู้สึกว่าราคาเทียบกับห้องแล้วจ่ายแพงไปนิด
- ห้อง Superior และ Deluxe ที่เป็นเรตเริ่มต้นค่อนข้างเล็ก (ราว 28–35 ตร.ม.) ไม่ใหญ่เท่าที่คาดจากโรงแรมระดับนี้ ถ้าอยากกว้างต้องอัปเกรดเป็นสวีตหรือยูนิตในปีกใหม่
- Old Jaffa ไม่มีรถไฟใต้ดิน — ต้องพึ่งแท็กซี่หรือ Sherut (รถตู้ร่วม) เข้าใจกลาง Tel Aviv ช่วง rush hour รถติดได้ง่าย และเช้าวันศุกร์/วันเสาร์ตลาด Flea Market เสียงดังจนถึงห้องที่หันออกถนน
เหมาะกับใคร
Match Score ตามไลฟ์สไตล์การเดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล & สถานที่ใกล้เคียง
กิจกรรมน่าทำใกล้ Tel Aviv
ทัวร์รายวัน ตั๋วเข้าชม และกิจกรรมรอบ Tel Aviv — จองล่วงหน้าบน Klook รับ e-ticket ในมือถือ
ดูกิจกรรมใน Tel Avivลิงก์พันธมิตร — เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยคุณไม่จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับจากทีมรีวิว
- ขอห้องที่หันเข้าคอร์ตยาร์ดกลาง — เงียบกว่าและได้วิวซุ้มหินสวย ๆ ส่วนห้องที่หันออกถนน Yehuda Hayamit อาจได้ยินเสียงตลาด Flea Market โดยเฉพาะเช้าวันศุกร์
- จองโต๊ะที่บาร์ Chapel ล่วงหน้าสัก 1–2 สัปดาห์ โดยเฉพาะค่ำวันพฤหัส-เสาร์ เพราะคนเทลอาวีฟแห่มากินค็อกเทลกัน ลูกค้าโรงแรมก็แย่งโต๊ะกับคนนอก
- ตื่นเช้าหน่อยแล้วเดินจากโรงแรมไปท่าเรือ Jaffa ราว 7 นาทีเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน — ช่วงเช้ามืดยังไม่มีนักท่องเที่ยว ถ่ายรูปได้สวยมาก