Embasoira Hotel
โดยทีม TopOfHotel
Embasoira คือ การได้พักในไทม์แคปซูลยุคโมเดิร์นนิสต์ของอัสมารา ที่ยังเป็นแหล่งสังสรรค์ของทูตและคนท้องถิ่นจริง ๆ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ตายซาก
Embasoira คือ การได้พักในไทม์แคปซูลยุคโมเดิร์นนิสต์ของอัสมารา ที่ยังเป็นแหล่งสังสรรค์ของทูตและคนท้องถิ่นจริง ๆ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ตายซาก
รีวิวเชิงลึก
ห้องพัก
ลองนึกภาพการเปิดประตูเข้าห้องโรงแรมแล้วเจอเฟอร์นิเจอร์ไม้สักยุค 1960s ของแท้ตั้งอยู่ตรงที่เดิมตั้งแต่วันเปิดตึก — ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ "แต่ง vintage" ที่ซื้อมาทีหลัง แต่เป็นของจริงที่ผ่านมือนักการทูต นักธุรกิจ และนักเดินทางมานับไม่ถ้วน นั่นแหละคือเสน่ห์ของ Embasoira Hotel ที่ใครเคยพักก็จำได้ตลอดชีวิต โรงแรมแห่งนี้คือชื่อใหม่ของสิ่งที่เคยเป็น Imperial Hotel โรงแรมที่ตลอดยุค 1960s ไล่มาจนถึง 1990s ถูกยกให้เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของอัสมาราแบบไม่ต้องเถียง ห้องพักราว 60 ห้องวางผังกว้างกว่ามาตรฐานโรงแรมใจกลางเมืองยุคใหม่อย่างเห็นได้ชัด เพดานสูงระดับ 3 เมตรกว่า ๆ พื้นไม้ปาร์เกต์ลายก้างปลายังคงเดิม หลายห้องมีบัลโคนีเล็ก ๆ หันออกถนน Liberation Avenue ให้ออกไปยืนสูดอากาศเย็น ๆ ของอัสมาราที่อยู่สูง 2,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในตอนเช้า ส่วนห้องสวีตชั้นบนยังหันออกได้วิวภูเขาด้านหลัง เตียงเป็นเตียงสปริงรุ่นเก่าที่แม้ไม่ได้แน่นเป๊ะแบบโรงแรมเชน แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนเตียงในบ้านคุณยายที่ใช้มานาน ตู้เสื้อผ้าไม้บานพับมือจับทองเหลือง โต๊ะเขียนหนังสือเล็ก ๆ พร้อมโคมไฟปุ่มหมุน — รายละเอียดเล็ก ๆ พวกนี้คือสิ่งที่หาในโรงแรมรุ่นใหม่ไม่ได้แล้ว ใครชอบสะสมประสบการณ์การพักที่มี "เรื่องเล่า" จะหลงรักห้องที่นี่แน่นอน
สวนเบียร์ ห้องอาหาร และความเป็นที่นัดของเมือง
ถ้าจะมีจุดที่ทำให้ Embasoira ต่างจากโรงแรมเก่าทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนา ก็คงเป็น สวนเบียร์ในร่ม ด้านหลังโรงแรม ใต้ต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปีที่ปลูกล้อมรอบลาน นี่ไม่ใช่สวนตกแต่งโชว์นักท่องเที่ยว แต่เป็นจุดสังสรรค์จริง ๆ ของนักการทูตจากสถานทูตรอบ ๆ ย่าน CBD รวมถึงข้าราชการและคนท้องถิ่นที่นัดดื่ม Asmara Lager กันหลังเลิกงานแบบไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุค Imperial โต๊ะไม้ตัวเดิม เก้าอี้สนามแบบยุค 70s ไฟราวยาวห้อยใต้กิ่งไม้ บรรยากาศที่ "มีชีวิต" แบบนี้ทำให้ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ตายซาก แต่เป็นโรงแรมที่หายใจไปกับเมืองจริง ๆ ห้องอาหารหลักด้านในเสิร์ฟอาหารผสมระหว่างอิตาเลียนกับเอริเทรียน — สเปเก็ตติโบโลเนสรสคลาสสิกแบบที่ชาวอิตาเลียนเคยสอนคนท้องถิ่นไว้สมัยอาณานิคม จานเนื้อย่างซิกนีเจอร์ที่ปรุงกับเครื่องเทศแอฟริกาตะวันออก และที่พลาดไม่ได้คือบาร์กาแฟ มัคชิอาโต เข้มข้นในแก้วเล็ก ๆ ที่บาริสตาที่นี่ทำได้คงเส้นคงวามาเป็นสิบปี กาแฟเอริเทรียนนั้นมีชื่อระดับโลก และมัคชิอาโตของ Embasoira ก็คือหนึ่งในเวอร์ชั่นที่หลายคนยกว่าดีที่สุดในเมือง
ทำเลและความเป็นใจกลางเมืองโมเดิร์นนิสต์
ทำเลคือเหตุผลใหญ่ที่นักเดินทางจริงจังเลือก Embasoira มากกว่าทางเลือกใหม่ ๆ ในเมือง โรงแรมตั้งอยู่บนถนน Liberation Avenue (ชื่อเดิม Harnet Avenue) ใจกลาง CBD ของอัสมารา ในย่านที่รายล้อมด้วยสถานทูตหลายประเทศ — เป็นทำเลที่ตำรวจดูแลแน่นกว่าย่านอื่น และเป็นจุดเริ่มต้นเดินเที่ยวอัสมาราที่ดีที่สุดในเมือง อัสมาราได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก UNESCO ในปี 2017 จากความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นนิสต์อิตาเลียนยุค 1930s–40s ที่ยังเหลือครบเหมือนเมืองหยุดเวลา — และตึกไอคอนิกพวกนั้นส่วนใหญ่อยู่ในรัศมีเดินจากโรงแรม Fiat Tagliero ปั๊มน้ำมันรูปเครื่องบินสไตล์ฟิวเจอริสต์ระดับมรดกโลกอยู่ห่างเดินแค่ราว 6 นาที, Cinema Impero โรงหนังอาร์ตเดโคยุค 1937 ที่ยังเปิดฉายอยู่ห่าง 4 นาที, มหาวิหารคาทอลิกและ Asmara Opera อยู่ในรัศมีเดิน 5–8 นาที ส่วน Asmara International Airport ห่างราว 15 นาทีโดยรถแท็กซี่ในราคาไม่กี่ดอลลาร์ ตอนเย็นย่านนี้คึกคักด้วยคาเฟ่อิตาเลียนเก่า ๆ ที่คนท้องถิ่นยังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ตามแบบที่ทำกันมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม การเดินจาก Embasoira ออกไปสำรวจเมืองในตอนเช้าตรู่ตอนแสงสีทองส่องตึกอาร์ตเดโคคือประสบการณ์ที่หาที่ไหนในโลกแทบไม่ได้แล้ว
ข้อที่อยากให้รู้ก่อนจอง
พูดกันตรง ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจ — เสน่ห์ของ Embasoira มาพร้อมข้อแลกที่ต้องรับให้ได้ จุดอ่อนชัดสุดคือ ห้องน้ำ ที่หลายห้องยังใช้สุขภัณฑ์รุ่นเดียวกับตอนเปิดตึก น้ำอุ่นมาบ้างหายบ้างเป็นเรื่องปกติของอัสมาราโดยรวมไม่ใช่เฉพาะที่นี่ ฝักบัวบางห้องไหลแบบไม่แรงพอ และบางรีวิวบ่นเรื่องยาแนวเก่าที่มีคราบและกลิ่นอับ ใครซีเรียสห้องน้ำต้องเป็นเอี่ยมสากลควรเตรียมใจหรือดูตัวเลือกอื่น เรื่องที่สองคือ การซ่อมบำรุงทั่วไป ที่ตามไม่ทันเสน่ห์ของตึก — ทาสีหลุดเป็นจุด ผ้าม่านบางห้องซีด พรมในทางเดินบางมุมเริ่มเก่า เครื่องปรับอากาศบางห้องเสียงดังตอนเปิด (แต่อัสมาราอากาศเย็นทั้งปีเพราะอยู่สูง 2,300 เมตร เปิดหน้าต่างเอาก็พอ) Wi-Fi ในห้องสัญญาณไม่แรง จุดที่แรงสุดคือล็อบบี้กับสวนเบียร์ ใครต้องประชุมออนไลน์ในห้องเตรียมใจไว้ก่อน อีกข้อที่ไม่เกี่ยวกับโรงแรมโดยตรงแต่ควรรู้ คือ ไฟฟ้าในอัสมาราดับเป็นช่วง ๆ และระบบสำรองไฟของโรงแรมยังไม่ครอบคลุมทุกชั้น ควรเตรียมไฟฉายเล็ก ๆ และพาวเวอร์แบงก์ไปด้วย สุดท้ายห้องที่หันเข้าสวนเบียร์ชั้น 1 อาจได้ยินเสียงสังสรรค์ช่วงค่ำ ขอชั้น 3 ขึ้นไปจะเงียบกว่ามาก
สรุปจากทีมเรา
จากที่ทีมเรานั่งไล่อ่านรีวิวจริงและประวัติของตึกมาเป็นวัน Embasoira Hotel คือโรงแรมที่ขาย ประสบการณ์ มากกว่าขาย มาตรฐาน ถ้าภาพทริปในหัวคุณคือการเดินสำรวจอัสมาราเมืองมรดกโลกในตอนเช้า แวะดื่มมัคชิอาโตที่คาเฟ่อิตาเลียนเก่า กลับมาพักในห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์มิดเซนจูรีของจริง แล้วลงไปนั่งดื่มเบียร์ในสวนใต้ต้นไม้กับนักการทูตในตอนเย็น ที่นี่คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด ไม่มีโรงแรมไหนในอัสมาราที่ให้ "ความรู้สึกของยุค Imperial" ได้ใกล้เคียงเท่านี้ แต่ถ้าคุณคาดหวังห้องน้ำเอี่ยมระดับ 4 ดาวสากล Wi-Fi เต็มแถบทุกซอก หรือบริการสไตล์โรงแรมเชนสมัยใหม่ ที่นี่จะทำให้รู้สึกผิดหวัง โดยรวมเราให้ 7.2/10 เหมาะที่สุดสำหรับนักเดินทางสายประวัติศาสตร์ สถาปนิก ช่างภาพ และคู่รักที่ตามหาประสบการณ์เฉพาะตัวมากกว่าความสะดวกสบายแบบสากล — ในระดับราคาเริ่ม ฿3,300/คืน ถือว่าคุ้มค่าประสบการณ์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้
คะแนนแยกหมวด
ประเมินโดยทีม editorial จากการตรวจสอบข้อมูลและรีวิวจริง
คำตัดสินจริงใจ — ข้อดี & ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง
- ทำเลสุดยอดบนถนน Liberation Avenue ใจกลาง CBD ติดย่านสถานทูต เดินถึง Fiat Tagliero ปั๊มน้ำมันรูปเครื่องบินไอคอนิกระดับมรดกโลกแค่ราว 6 นาที และ Cinema Impero โรงหนังอาร์ตเดโคของจริง 4 นาที
- ห้องพักขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานโรงแรมรุ่นใหม่ในอัสมาราอย่างเห็นได้ชัด เพดานสูง พร้อมเฟอร์นิเจอร์ไม้สักยุค 1960s ของแท้ที่ผ่านการใช้งานจริงมาหลายสิบปี ให้สัมผัสไทม์แคปซูลที่หาที่อื่นไม่ได้
- สวนเบียร์ในร่มใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านหลังโรงแรมยังเป็นจุดสังสรรค์ของนักการทูตและคนท้องถิ่นจริง ๆ จนถึงทุกวันนี้ ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศ "มีชีวิต" ไม่ใช่แค่โรงแรมเก่าที่ตั้งโชว์
- ห้องอาหารและบาร์ของโรงแรมเสิร์ฟอาหารอิตาเลียน-เอริเทรียนแบบดั้งเดิม กาแฟมัคชิอาโตเข้มข้นแบบที่ชาวอิตาเลียนเคยสอนไว้สมัยอาณานิคม รสชาติคงเส้นคงวา
- พนักงานที่ทำงานที่นี่หลายคนอยู่กับโรงแรมมานานหลายปี รู้จักประวัติตึกและเรื่องราวของเมืองดี เล่าให้ฟังได้แบบไกด์ส่วนตัว
- ห้องน้ำเป็นจุดอ่อนชัดเจน — สุขภัณฑ์เก่ารุ่นเดียวกับตอนเปิดตึก น้ำอุ่นมาบ้างหายบ้าง ฝักบัวบางห้องน้ำไหลแบบไม่แรงพอ บางรีวิวบ่นว่ายาแนวเก่ามีคราบและกลิ่นอับ
- งานบำรุงรักษาทั่วไปตามไม่ทันเสน่ห์ของตึก — ทาสีหลุดเป็นจุด ผ้าม่านบางห้องซีด เครื่องปรับอากาศบางห้องเสียงดัง ใครคาดหวังมาตรฐาน 4 ดาวแบบสากลอาจผิดหวัง
- Wi-Fi ในห้องสัญญาณไม่แรง แรงสุดอยู่ที่ล็อบบี้และสวนเบียร์ ใครต้องทำงานออนไลน์ตลอดคืนเตรียมใจไว้ก่อน
เหมาะกับใคร
Match Score ตามไลฟ์สไตล์การเดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล & สถานที่ใกล้เคียง
กิจกรรมน่าทำใกล้ Asmara
ทัวร์รายวัน ตั๋วเข้าชม และกิจกรรมรอบ Asmara — จองล่วงหน้าบน Klook รับ e-ticket ในมือถือ
ดูกิจกรรมใน Asmaraลิงก์พันธมิตร — เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยคุณไม่จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับจากทีมรีวิว
- ขอห้องชั้น 3 ขึ้นไปหันออกถนน Liberation Avenue เพื่อได้บัลโคนีและวิวเมืองยามเย็น เลี่ยงห้องชั้น 1 ที่อาจได้ยินเสียงจากสวนเบียร์ช่วงค่ำ
- นั่งดื่มเบียร์ Asmara Lager ในสวนหลังโรงแรมช่วงเย็นวันธรรมดา จะเจอนักการทูตและคนท้องถิ่นจริง ๆ เป็นโอกาสคุยและเก็บข้อมูลเมืองที่หาจากไกด์บุ๊กไม่ได้
- เตรียมไฟฉายขนาดเล็กไปด้วย เพราะอัสมาราไฟฟ้าดับเป็นช่วง ๆ และโรงแรมยุคนี้ระบบสำรองไฟยังไม่ครอบคลุมทุกชั้น