Baur au Lac
โดยทีม TopOfHotel
Baur au Lac คือ โรงแรมตำนานที่ครอบครัวเดียวบริหารต่อเนื่องมา 7 ชั่วอายุคน 180 ปี — สวนส่วนตัวริมทะเลสาบ บริการที่จำชื่อแขกได้แม้กลับมาอีกครั้งในรอบสิบปี และที่ตั้งที่หัวถนน Bahnhofstrasse พอดี
Baur au Lac คือ โรงแรมตำนานที่ครอบครัวเดียวบริหารต่อเนื่องมา 7 ชั่วอายุคน 180 ปี — สวนส่วนตัวริมทะเลสาบ บริการที่จำชื่อแขกได้แม้กลับมาอีกครั้งในรอบสิบปี และที่ตั้งที่หัวถนน Bahnhofstrasse พอดี
รีวิวเชิงลึก
ตึกตำนานริม Bahnhofstrasse ที่เปิดมา 180 ปีไม่เคยเปลี่ยนเจ้าของ
เปิดประตูเข้า Baur au Lac ครั้งแรก สิ่งแรกที่จะรู้สึกคือเหมือนเดินเข้าบ้านยุโรปยุคศตวรรษ 19 ที่มีคนดูแลรักษาไว้อย่างทะนุถนอม ตึกแบบ Belle Époque หลังนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1844 โดย Johannes Baur ชายหนุ่มชาวสวิสที่อยากเปิดโรงแรมระดับโลกของตัวเอง — และที่น่าทึ่งคือครอบครัว Kracht (ทายาทของ Baur) บริหารต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นที่ 7 ในวันนี้ ไม่เคยขายให้เครือ Marriott, Hilton, หรือ Four Seasons เลยสักครั้ง นี่คือเหตุผลที่บริการของที่นี่ "คนละโทน" กับโรงแรมห้าดาวทั่วไป รีวิวจำนวนมากเล่าตรงกันว่าพนักงาน concierge บางคนทำงานที่นี่ 30-40 ปี จำชื่อแขกที่กลับมาในรอบสิบปี จำเลขห้องโปรด จำเครื่องดื่มที่ชอบสั่งได้ขึ้นใจ ตึกตั้งอยู่หัวถนน Bahnhofstrasse พอดิบพอดี — ถนนช้อปปิ้งแพงที่สุดในยุโรปที่เรียงรายด้วยบูทีกนาฬิกาสวิส แบรนด์เนมระดับโลก และร้านช็อกโกแลตอายุ 150 ปี ขนาบอีกด้านด้วยสวนส่วนตัวขนาดใหญ่ที่เปิดออกไปเจอคลอง Schanzengraben และทะเลสาบ Zurich ทอดยาวให้เห็นเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลังในวันที่อากาศใส
ห้องพักหันออกสวน-ทะเลสาบเห็นเทือกเขาแอลป์ในเฟรมเดียว
ห้องพัก 89 ห้อง รวม 26 สวีท ดีไซน์โดยสองสตูดิโอระดับโลก — Pierre-Yves Rochon ดูแลโซน classic และ Federica Palacios ดูแลโซน contemporary ทำให้แต่ละห้องมีบุคลิกต่างกันแต่กลมกลืน ห้องส่วนใหญ่หันออกสวนและทะเลสาบ มีบัลโคนีส่วนตัวเล็ก ๆ ที่นั่งจิบกาแฟตอนเช้าเห็นเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง ห้องโทนเบจ-ครีม-ทอง พื้นไม้ปาร์เกต์ของจริง โซฟา Hermès พรมขนสัตว์ทอมือ ผ้าปูเตียง Frette อิตาลี ห้องน้ำหินอ่อนพร้อมอ่างน้ำพร้อมวิวสวน รายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนสะดุดใจคือดอกไม้สดที่เปลี่ยนทุกวัน ผลไม้ตามฤดูที่จัดในห้อง และช็อกโกแลต Sprüngli (ของซูริกระดับตำนาน) ที่วางข้างหมอนตอนเย็น สวีตชั้นบนสุดมีระเบียงเปิดกว้าง เห็นทั้งทะเลสาบและยอดโบสถ์ Fraumünster บางห้องเก็บกลิ่นอายดั้งเดิมไว้ — มีโคมระย้าคริสตัล, เตาผิงหินอ่อนของจริง, และเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่ผ่านการบูรณะมา 2-3 รุ่น ใครชอบประวัติศาสตร์จะอินมาก
Pavillon มิชลินกลางสวน · Rive Gauche · และสปาเปิดใหม่ในตึกข้าง ๆ
หัวใจอาหารของที่นี่คือ Pavillon ห้องอาหาร 1 ดาวมิชลิน ที่ตั้งอยู่ในศาลากระจกกลางสวน เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยแบบ tasting menu ฤดูร้อนเปิด terrace ริมน้ำให้มื้อค่ำกลายเป็นบรรยากาศกึ่งปิคนิคหรู ส่วนหน้าหนาวขึงผ้าใบรอบศาลากระจกแปลงเป็น Pavillon Winter Bar ที่เสิร์ฟแชมเปญและคาเวียร์พร้อมเสียงเปียโนสด — ไม่ต้องเป็นแขกโรงแรมก็เข้าได้แต่จองล่วงหน้าเสมอ ใกล้กันคือ Rive Gauche brasserie สไตล์ปารีเซียงเปิด 7 วันต่อสัปดาห์เสิร์ฟตั้งแต่อาหารเช้า มื้อกลางวันถึงดึก เมนูเด่นคือ Beef Tartare กับ Wiener Schnitzel ที่หลายคนยกให้ดีที่สุดในเมือง ส่วน Le Hall บาร์ในล็อบบี้ที่ครั้งหนึ่ง Richard Wagner กับ Empress Sisi เคยมานั่ง ปัจจุบันยังเป็นที่ที่นักธุรกิจ ศิลปิน และแขกประจำเข้ามาดื่มก่อนมื้อค่ำเสมอ ปีล่าสุดทีมงานเพิ่ม Spa Sophia ในตึกข้าง ๆ ที่ทำทรีตเมนต์แบบ Swiss alpine ผสมโปรดักต์ La Mer ห้องสตีม ซาวน่า สระอินดอร์ขนาดเล็ก และฟิตเนสที่มองเห็นวิวสวน บริการเสริมที่หลายคนชมคือ Concierge ระดับ Les Clefs d'Or ที่ช่วยจองโต๊ะร้านดัง นัดช่างนาฬิกา จัดทริปด่วน ๆ ไป Jungfraujoch หรือกระทั่งเรียก Rolls-Royce รับส่งสนามบิน — รีวิวเล่าว่าแทบไม่มีอะไรที่ทีมนี้ตอบว่า "ไม่ได้"
ข้อที่อยากให้รู้ก่อนจอง
พูดกันตรง ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจ — เสียงติงที่เจอบ่อยที่สุดคือเรื่องขนาดห้องในตึกเดิม ห้อง category เริ่มต้นบางห้องไม่ได้ใหญ่อย่างที่หลายคนคาดจากระดับราคา ฿42,000 ขึ้นไปต่อคืน เพราะตึก Belle Époque ปี 1844 มีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างเดิม ห้องน้ำในบาง category ก็ขนาดมาตรฐาน ไม่ได้กว้างขวางอลังการ ใครต้องการห้องกว้าง ๆ จริงควรอัปเป็น Junior Suite ขึ้นไป หรือเลือก Lake-view ที่บัลโคนีและพื้นที่นั่งเล่นเปิดกว้างกว่ามาก อีกข้อคือบรรยากาศโดยรวมเป็น classic European luxury ค่อนข้างเป็นทางการ — มีพนักงานเปิดประตู ลิฟต์มีคนกดให้ ห้องอาหารแต่งกายเรียบร้อย ใครชอบโรงแรมบูทีกสไตล์โมเดิร์น มินิมอล สนุก ๆ แบบ Edition หรือ Soho House อาจรู้สึกว่าที่นี่ "เก่า" เกินไป สุดท้ายคือเรื่องราคา — ช่วงฤดูร้อน เทศกาล Art Basel หรือ Zurich Film Festival ราคาขยับสูงกว่าราคาเริ่มต้นมาก บางช่วงทะลุ ฿100,000 ต่อคืน ลองเช็กวันเข้าพักก่อนตัดสินใจจะดีที่สุด
สรุปจากทีมเรา
จากที่ทีมเรานั่งไล่อ่านรีวิวจริงและประวัติของที่นี่ Baur au Lac คือโรงแรมที่ขาย "ความเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต" ได้อย่างเต็มภาคภูมิ — ครอบครัวเดียวบริหาร 180 ปี พนักงานทำงานยาวนานจนจำแขกได้ ห้องอาหารมิชลินในศาลากระจกกลางสวน บาร์ในล็อบบี้ที่ Wagner เคยนั่ง และทำเลหัวถนน Bahnhofstrasse ที่ก้าวออกประตูคือศูนย์กลางของเมือง ถ้าภาพทริปในหัวคุณคือเดินช้อปนาฬิกาสวิสในยามเช้า กลับมาดื่มชายามบ่ายในล็อบบี้ที่มีเปียโนสด ต่อด้วยมื้อค่ำที่ Pavillon และปิดท้ายด้วยแชมเปญใน Le Hall — ที่นี่คือคำตอบที่ลงตัวเหนือกว่า Dolder Grand ที่อยู่บนเขาด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณตามหาโรงแรมบูทีกดีไซน์เก๋ ๆ ที่อินสตาแกรมเพื่อนต้องว้าว Baur au Lac อาจดู classic ไปนิด โดยรวมเราให้ 9.4/10 เหมาะที่สุดสำหรับสายลักชัวรีดั้งเดิม ฮันนีมูนคู่รักที่อยากเก็บความทรงจำพิเศษ และนักธุรกิจที่ต้องการทำเลใจกลางเมืองพร้อมบริการที่หาที่ไหนสู้ยาก
คะแนนแยกหมวด
ประเมินโดยทีม editorial จากการตรวจสอบข้อมูลและรีวิวจริง
คำตัดสินจริงใจ — ข้อดี & ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง
- ครอบครัว Kracht บริหารต่อเนื่องมา 7 รุ่นตั้งแต่ปี 1844 — รีวิวจำนวนมากชมตรงกันว่าพนักงานหลายคนทำงานที่นี่ยาวนาน จำชื่อ จำเครื่องดื่ม จำชั้นห้องของแขกที่กลับมาอีกครั้งได้แม่นยำ บรรยากาศเหมือนกลับบ้าน ไม่ใช่เช็กอินโรงแรม
- ทำเลหัวถนน Bahnhofstrasse พอดี — เดินช้อปแบรนด์เนมระดับโลกได้ทั้งสายตั้งแต่ก้าวออกประตู ขนาบด้วยสวนส่วนตัวที่เปิดออกไปเจอคลอง Schanzengraben และทะเลสาบ Zurich ห้องส่วนใหญ่หันออกสวนเห็นเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง
- ห้องอาหาร Pavillon 1 ดาวมิชลินตั้งอยู่ในศาลากระจกกลางสวน ฤดูร้อนเปิด terrace ริมน้ำ ส่วนหน้าหนาวขึงผ้าใบเปลี่ยนเป็น Pavillon Winter Bar ดื่มแชมเปญพร้อมไฟอุ่น ๆ — บรรยากาศหายากของยุโรปกลาง
- Rive Gauche brasserie เปิด 7 วันต่อสัปดาห์เสิร์ฟอาหารแบบสบาย ๆ ทั้งวัน + บาร์ Le Hall ที่นักธุรกิจ ศิลปิน และแขกประจำมานั่งจิบ — เคยเป็นที่นัดพบของ Richard Wagner, Empress Sisi และนายกรัฐมนตรียุโรปหลายคน
- สมาชิก Leading Hotels of the World + Swiss Deluxe Hotels + ได้ 3 Michelin Keys ปีล่าสุด เป็นโรงแรมที่ตำราท่องเที่ยวระดับโลกยกให้เป็นเบอร์ 1 ของซูริกแทบทุกฉบับ ทีมงานล่าสุดยังเปิด Spa Sophia ในตึกข้าง ๆ ที่ทำทรีตเมนต์แบบ Swiss alpine + La Mer
- ห้องแบบ classic หรือ category เริ่มต้นในตึกเดิมบางห้องไม่ได้ใหญ่อย่างที่คาดจากระดับราคา — เพราะตึก Belle Époque ปี 1844 มีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้าง ถ้าอยากได้ห้องกว้างขวางจริง ๆ ควรอัปเป็น Junior Suite ขึ้นไป หรือเลือก category ที่หันออกสวน-ทะเลสาบโดยตรง
- ราคาอยู่ในระดับสูงที่สุดของเมือง คืนละ ฿42,000 ขึ้นไป และช่วงฤดูร้อน เทศกาล Art Basel หรือ Zurich Film Festival ราคาขยับสูงกว่านี้อีกหลายเท่า ใครงบจำกัดอาจรู้สึกว่าเกินตัวสำหรับ 1-2 คืน
- บรรยากาศเป็น classic Old-World European luxury ที่ค่อนข้างเป็นทางการ — เหมาะกับสายลักชัวรีดั้งเดิมที่ชอบ heritage และพนักงาน "ปิดประตูรถให้" มากกว่าคู่รักหนุ่มสาวที่ตามหาดีไซน์โรงแรมบูทีกสไตล์โมเดิร์น/มินิมอลที่อินสตาแกรมเพื่อน ๆ ต้องร้องว้าว
เหมาะกับใคร
Match Score ตามไลฟ์สไตล์การเดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล & สถานที่ใกล้เคียง
กิจกรรมน่าทำใกล้ Zurich
ทัวร์รายวัน ตั๋วเข้าชม และกิจกรรมรอบ Zurich — จองล่วงหน้าบน Klook รับ e-ticket ในมือถือ
ดูกิจกรรมใน Zurichลิงก์พันธมิตร — เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยคุณไม่จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับจากทีมรีวิว
- ถ้ามาหน้าหนาวอย่าพลาด Pavillon Winter Bar — เขาขึงผ้าใบรอบศาลากระจกในสวนแล้วเปลี่ยนเป็นแชมเปญลาวจ์ จุดเทียน บรรยากาศแบบโรงแรมยุโรปยุค 1900s ที่หาที่อื่นในซูริกไม่ได้ ไม่ต้องเป็นแขกโรงแรมก็เข้าได้ แต่จองล่วงหน้าเสมอ
- ขอห้องหันออกสวน-ทะเลสาบ (Garden หรือ Lake-view) ตอนจองเลย เพราะแม้แต่ Junior Suite ที่หันออกถนนก็ยังสู้บัลโคนีเล็ก ๆ ที่มองเห็นเทือกเขาแอลป์ตอนเช้าไม่ได้
- ใช้บริการ concierge ในการจองร้านดัง ขึ้นรถไฟไปยอด Jungfraujoch หรือนัดช่างนาฬิกาในย่าน Bahnhofstrasse — Les Clefs d'Or ของที่นี่ขึ้นชื่อว่าเปิดประตูได้แทบทุกที่ในประเทศ