Jumby Bay Island, an Oetker Collection Hotel
โดยทีม TopOfHotel
Jumby Bay คือ รีสอร์ตบนเกาะส่วนตัว 300 เอเคอร์ในเครือ Oetker Collection ที่เข้าได้เฉพาะเรือเร็ว 10 นาที — 40 ห้อง-วิลล่า-private estate ชายหาดเต่าวางไข่ All-inclusive พรีเมียม 4 ร้านอาหาร และแขกประจำระดับ De Niro กับ Beyoncé
Jumby Bay คือ รีสอร์ตบนเกาะส่วนตัว 300 เอเคอร์ในเครือ Oetker Collection ที่เข้าได้เฉพาะเรือเร็ว 10 นาที — 40 ห้อง-วิลล่า-private estate ชายหาดเต่าวางไข่ All-inclusive พรีเมียม 4 ร้านอาหาร และแขกประจำระดับ De Niro กับ Beyoncé
รีวิวเชิงลึก
เกาะส่วนตัวที่เข้าได้เฉพาะทางเรือ
ลองนึกภาพหลังลงเครื่องที่สนามบินแอนทีกัวคุณนั่งรถ 15 นาทีไปท่าเรือเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Beach House จากนั้นขึ้นเรือเร็วส่วนตัวของรีสอร์ตข้ามทะเลใสไป 10 นาที — โผล่ขึ้นบน เกาะส่วนตัว Long Island ขนาด 300 เอเคอร์ที่ไม่มีใครเข้าได้ถ้าไม่ใช่แขกของรีสอร์ต นั่นแหละคือ Jumby Bay Island รีสอร์ตในเครือ Oetker Collection เครือโรงแรมหรูจากเยอรมนีที่บริหารทั้ง Hotel du Cap-Eden-Roc ที่ Cannes, The Lanesborough London, และ Le Bristol Paris การที่เกาะเข้าได้เฉพาะเรือเร็วทำให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก — ไม่มีคนภายนอก ไม่มีทัวร์ ไม่มีใครเดินผ่านเข้ามาบนหาดได้เลย และที่ทำให้พิเศษยิ่งกว่าคือ ทั้งเกาะแทบไม่มีรถยนต์ แขกใช้จักรยานหรือเดินไปไหนมาไหน รีสอร์ตให้จักรยานทุกคู่ที่เช็กอิน ทำให้บรรยากาศทั้งเกาะเงียบสงบ ได้ยินแต่เสียงคลื่น ใบมะพร้าวพัด และเสียงจักรยานปั่นผ่านสวน palm grove เป็นระยะ ห้องพักรวมทั้งหมดมีเพียง 40 ยูนิตกระจายอยู่บนเกาะ — แบ่งเป็นห้องในตึก Estate House สไตล์ Plantation บนเนินมองวิวสวน, Junior Suite และ Garden Suite ที่ห่างไม่กี่ก้าวจากหาด, วิลล่า 2-3 ห้องนอนสำหรับคู่รักหรือครอบครัวเล็ก และที่ลักชูรีสุดคือ private estate 4-6 ห้องนอน ที่มีพ่อบ้าน-แม่บ้าน-เชฟส่วนตัวพร้อมพูลส่วนตัวของแต่ละหลัง รีวิวจาก Forbes และ Condé Nast ชมว่าห้อง suite และวิลล่าตกแต่งสไตล์ Caribbean classic ที่ดู timeless ผ้าลินินขาว ไม้สีอ่อน เฟอร์นิเจอร์งานหวาย และห้องน้ำหินอ่อนกว้างเปิดออกสวน
4 ร้านอาหาร ชายหาดเต่าวางไข่ และสปา Endota
แพ็กเกจ All-inclusive ของ Jumby Bay รวมครบจริง ๆ — อาหารทุกมื้อใน 4 ร้านอาหารของรีสอร์ตที่หลากหลายมาก เริ่มจาก The Estate House ห้องอาหารหลักสไตล์ fine-dining ในตึก Plantation เก่าแก่เสิร์ฟอาหารยุโรปร่วมสมัย The Verandah ที่ริมหาดเสิร์ฟอาหารเช้าและบุฟเฟ่ต์เที่ยง The Pool Grille สำหรับอาหารกลางวันริมพูลเน้น Mediterranean และ The Beach Pavilion ที่อยู่ห่างจากรีสอร์ตหลักไปอีกฝั่งเกาะ ให้บรรยากาศ private beach lunch ที่ต้องนั่งรถกอล์ฟไปเอง รีวิวจำนวนมากชมเรื่องคุณภาพอาหารและไวน์ว่าระดับเทียบกับร้านในยุโรปได้ ไวน์เซลลาร์มีฉลากครอบคลุมทั้งฝรั่งเศส อิตาลี แคลิฟอร์เนีย และไวน์เก่าเก็บที่หาในร้านปกติยาก สำหรับสาย wellness ที่นี่มี Wellness Eden by Endota Spa ที่จัดอยู่บนเนินมองทะเล รวมพื้นที่ outdoor pavilion สำหรับโยคะและทรีตเมนต์ในอากาศเปิด ทรีตเมนต์บางอย่างรวมในแพ็กเกจ all-inclusive ส่วนที่พิเศษกว่าต้องจ่ายเพิ่ม จุดที่ดึงดูดแขกซ้ำมาทุกปีคือ ชายหาด Pasture Bay ที่เป็นที่วางไข่ของเต่าทะเลพันธุ์ Hawksbill ที่ใกล้สูญพันธุ์ ระหว่างฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายนแขกสามารถเข้าร่วม Turtle Watch ตอนกลางคืนกับทีมอนุรักษ์ของรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนุรักษ์ระดับโลก เป็นประสบการณ์ที่หลายรีวิวบอกว่าเป็นไฮไลต์ของทริปเลย ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ มี เทนนิส 4 คอร์ต กอล์ฟ 9 หลุม watersports ครบ snorkeling ดำน้ำ คายัค paddle board เรือใบ — ทุกอย่างรวมใน all-inclusive ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
แขกระดับ De Niro และ Beyoncé
Jumby Bay ตั้งอยู่ใน เขต private island นอกชายฝั่งทางเหนือของแอนทีกัวห่างจากสนามบิน V.C. Bird (ANU) ราว 15 นาทีโดยรถ + 10 นาทีโดยเรือ — รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 30-40 นาทีจากเครื่องลงถึงเช็กอินซึ่งเร็วมากสำหรับรีสอร์ตเกาะส่วนตัวระดับนี้ ที่ทำให้ชื่อเสียงของ Jumby Bay ติดลมบนคือ แขกระดับเซเลบและบุคคลสำคัญ ที่มาพักประจำ Robert De Niro เคยพักที่นี่กับครอบครัวหลายครั้ง Beyoncé กับ Jay-Z ก็เป็นแขกประจำ และคนดังในวงการธุรกิจ-การเมือง-ฮอลลีวูดอีกหลายคน เหตุผลที่เลือก Jumby Bay มากกว่ารีสอร์ตอื่นในแคริบเบียนคือเรื่องความเป็นส่วนตัว — บนเกาะมีเฉพาะแขกของรีสอร์ตและพนักงาน ไม่มี paparazzi และไม่มีทางที่คนทั่วไปจะเข้ามาได้ บรรยากาศของรีสอร์ตเป็น quiet luxury สไตล์ยุโรป — ไม่มีเสียงเพลงดัง ไม่มีบาร์ปาร์ตี้ตอนดึก แต่มีคอกเทลอาวอวร์ก่อนอาหารเย็นที่แขกแต่งตัวสุภาพมานั่งคุยกัน บรรยากาศนี้เหมาะกับคู่รักวัยกลางคน ครอบครัวลักชูรี และนักธุรกิจที่ต้องการพักผ่อนแบบไม่ถูกรบกวน รีวิวใน Travel + Leisure และ Forbes ยกให้เป็นหนึ่งใน Top Caribbean Resorts มาหลายปีติด
ข้อที่อยากให้รู้ก่อนจอง
พูดกันตรง ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจ ข้อแรกคือ ราคา Jumby Bay อยู่ในเรต ultra-luxury จริง ๆ เริ่มต้น $2,500 USD ต่อคืน (ราว ฿92,000) สำหรับห้องในตึก Estate House และพุ่งไปถึง $15,000 USD ต่อคืน (ราว ฿555,000) สำหรับ private estate 5-6 ห้องนอน แม้รวม all-inclusive แต่ราคาเริ่มต้นแพงกว่ารีสอร์ตลักชูรีในแคริบเบียนส่วนใหญ่ ข้อสองคือห้องในตึก Estate House และ Junior Suite บางส่วนถูกมองว่าตกแต่ง classic Caribbean ที่ไม่โมเดิร์น เทียบกับรีสอร์ตลักชูรีรุ่นใหม่ ใครคาดหวังห้องดีไซเนอร์ทันสมัยอาจรู้สึกว่าราคาไม่คุ้ม — แนะนำอัปเกรดเป็นวิลล่าหรือ private estate ที่ตกแต่งหรูกว่ามาก ข้อสามคือ การเข้า-ออกเกาะ ต้องใช้เรือเร็วของรีสอร์ตตามตารางเวลาเท่านั้น เรือไม่ได้วิ่งทุกชั่วโมง ใครต้องการความยืดหยุ่นออกไปสำรวจเมือง St John's หรือทริปเร่งด่วนต้องวางแผนล่วงหน้า ข้อสี่คือ การเดินทางมาแอนทีกัวจากเอเชีย ต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1-2 ครั้ง (ผ่านลอนดอน ไมอามี หรือนิวยอร์ก) ใช้เวลารวมเกือบ 30 ชั่วโมง วางแผนพักผ่อนยาว ๆ ไม่ต่ำกว่า 7-10 คืนถึงจะคุ้มกับราคาที่จ่ายและการบินไกล
สรุปจากทีมเรา
จากที่ทีมเราลองไล่อ่านรีวิวจริงและแกะเสน่ห์ของที่นี่ Jumby Bay Island คือรีสอร์ตที่ขาย ความเป็นส่วนตัวระดับเกาะ แขกระดับเซเลบ และมาตรฐาน Oetker Collection ได้อย่างไม่มีใครเทียบในแคริบเบียน ถ้าภาพทริปในหัวคุณคือการนั่งเรือเร็ว 10 นาทีไปเกาะส่วนตัวที่ไม่มีใครเข้าได้นอกจากแขกของรีสอร์ต ขี่จักรยานรอบเกาะตอนเช้าผ่านสวน palm grove กินอาหารระดับเชฟใน 4 ร้านอาหารหลากบรรยากาศ ดูเต่าทะเล Hawksbill วางไข่ตอนกลางคืนกับทีมอนุรักษ์ และเช่า private estate 6 ห้องนอนพร้อมพ่อบ้าน-เชฟส่วนตัวมาทริปครอบครัวใหญ่ — ที่นี่คือคำตอบที่ลงตัวสุด และเหตุผลที่ De Niro กับ Beyoncé กลับมาซ้ำ ก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณต้องการห้องดีไซเนอร์โมเดิร์น บาร์-ปาร์ตี้ตอนดึก หรืองบไม่สูงถึง ฿92,000 ต่อคืน ที่นี่ไม่ใช่คำตอบ โดยรวมเราให้ 9.4/10 เหมาะที่สุดสำหรับคู่รักวัยกลางคน ครอบครัวลักชูรี และนักธุรกิจที่ให้ค่ากับความเป็นส่วนตัว มาตรฐานยุโรป และประสบการณ์เกาะส่วนตัวที่หาที่อื่นยาก
คะแนนแยกหมวด
ประเมินโดยทีม editorial จากการตรวจสอบข้อมูลและรีวิวจริง
คำตัดสินจริงใจ — ข้อดี & ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง
- บนเกาะส่วนตัว Long Island ขนาด 300 เอเคอร์เข้าได้เฉพาะเรือเร็วของรีสอร์ตเท่านั้น — ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเกาะส่วนตัวจริง ๆ ไม่มีคนภายนอกเลย ความเป็นส่วนตัวสูงสุดในแคริบเบียน
- ในเครือ Oetker Collection เครือโรงแรมหรูระดับโลกจากเยอรมนีที่บริหารทั้ง Hotel du Cap-Eden-Roc ที่ Cannes, The Lanesborough London, และ Le Bristol Paris — มาตรฐานบริการระดับยุโรปเข้มข้น
- ชายหาด Pasture Bay เป็นที่วางไข่ของเต่าทะเลพันธุ์ Hawksbill ที่ใกล้สูญพันธุ์ — แขกที่มาช่วงพฤษภาคม-พฤศจิกายนได้ดูเต่าวางไข่ตอนกลางคืนภายใต้การดูแลของทีมอนุรักษ์
- ที่พักหลากหลายตั้งแต่ห้องในตึก Estate House สวีต วิลล่า 2-3 ห้องนอน ถึง private estate 5-6 ห้องนอนพร้อมพ่อบ้าน-แม่บ้านส่วนตัว — เหมาะตั้งแต่คู่รักจนถึงครอบครัวใหญ่
- All-inclusive รวม 4 ร้านอาหารระดับเชฟ Wellness Eden by Endota Spa คอร์ตเทนนิส 4 คอร์ต กอล์ฟ 9 หลุม watersports ครบ และที่ทำให้พิเศษคือมีจักรยานให้แขกขี่รอบเกาะแทนรถยนต์ — ทั้งเกาะแทบไม่มีถนนรถ
- ราคาสูงมากระดับ $2,500-15,000 USD ต่อคืน (ราว ฿92,000-555,000) แม้รวม all-inclusive แต่ต้องจ่ายเริ่มต้นที่ ฿92,000 ทุกคืนซึ่งแพงกว่ารีสอร์ตลักชูรีในแคริบเบียนส่วนใหญ่
- ห้องในตึก Estate House และ Junior Suite บางส่วนถูกมองว่าตกแต่ง classic Caribbean ที่ไม่โมเดิร์นเทียบกับรีสอร์ตลักชูรีรุ่นใหม่ ใครคาดหวังห้องดีไซเนอร์ทันสมัยอาจรู้สึกว่าราคาไม่คุ้ม
- การเข้า-ออกเกาะต้องใช้เรือเร็วของรีสอร์ตตามตารางเวลาเท่านั้น ใครต้องการความยืดหยุ่นออกไปสำรวจเมืองหรือสนามบินเร่งด่วนต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะเรือไม่ได้วิ่งทุกชั่วโมง
เหมาะกับใคร
Match Score ตามไลฟ์สไตล์การเดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล & สถานที่ใกล้เคียง
กิจกรรมน่าทำใกล้ St John's
ทัวร์รายวัน ตั๋วเข้าชม และกิจกรรมรอบ St John's — จองล่วงหน้าบน Klook รับ e-ticket ในมือถือ
ดูกิจกรรมใน St John'sลิงก์พันธมิตร — เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยคุณไม่จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับจากทีมรีวิว
- ขอจองวันที่ตรงกับฤดูเต่าวางไข่ระหว่างพฤษภาคม-พฤศจิกายน — แม้จะเป็น shoulder season แต่ได้เห็นเต่า Hawksbill วางไข่ที่ Pasture Bay Beach กับทีมอนุรักษ์ของรีสอร์ตเป็นประสบการณ์หาที่อื่นยาก
- ถ้าไปกับครอบครัวใหญ่หรือกลุ่มเพื่อนแนะนำเช่า private estate ขนาด 4-6 ห้องนอนที่มีพ่อบ้าน-แม่บ้าน-เชฟส่วนตัว — ราคาต่อหัวกลับถูกกว่าจองห้องแยก และได้ความเป็นส่วนตัวระดับเกาะของตัวเอง
- ขี่จักรยานรอบเกาะตอนเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ — ทั้งเกาะแทบไม่มีถนนรถ มีแต่ทางเดินและทางจักรยานผ่านสวน palm grove ป่าธรรมชาติ และจุดวิวทะเลที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่มีโอกาสเห็น